ตึกพระยาอภัยภูเบศร

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตั้งอยู่ใน โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรตึกสีเหลืองสไตล์ย้อยนยุคสถาน ที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ ปราจีนบุรีสร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2452 เป็นตึกที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรสร้างขึ้นโดยทรัพย์สินส่วนตัวในปี พ.ศ. 2452 เพื่อถวายเป็นที่ ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ไม่ทันได้เสด็จประทับพระองค์ก็เสด็จสวรรคตก่อน อย่างไรก็ตาม ที่นี่เคยใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.2455 รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ คราเสด็จมณฑลปราจีนบุรี ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปแบบบาโร้ค (Barogue)เป็นตึกสองชั้นมีมุขด้านหน้าตรงกลางเป็นโดมผนังด้านนอก มีลายปูนปั้น ลายพฤกษาประดับ ซุ้มประตูและ หน้าต่างภายในตึกแบ่งออกเป็นหลายห้อง ห้องที่งดงามที่สุดคือห้องโถงกลางชั้นล่างซึ่งยังคง ลักษณะการตกแต่งภายในแบบเดิม อยู่ครบถ้วนตั้งแต่ลวดลายกระเบื้องปูพื้นภาพเขียนสีปูนเปียกบนเพดาน และลายปูนปั้น หัวเสา ปัจจุบันใช้เป็นที่จัดแสดงประวัติเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ของใช้ประจำตัว พระฉายาลักษณ์พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีและ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดาสิริโสภาพรรณวดีซึ่งทั้งสอง พระองค์เป็นหลานปู่และหลานทวดของ เจ้าพระยาอภัยภูเบศรด้วย ห้องชั้นล่างซีกซ้ายของอาคารจัดเป็น”พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย อภัยภูเบศร” เช่น ตู้เก็บสมุนไพร ครกบดยา;รางบดยา หินฝนยา ตำรายาไทย ฯลฯ เพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาการแพทย์ไทย และสนับสนุนการจัดตั้ง “มูลนิธิหมื่นชำนาญแพทย” ขึ้นหมื่นชำนาญแพทยา(พลอย แพทยานนท์)เป็นบุตรของแพทย์หลวงประจำ พระองค์ของพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย เป็นอย่างมากพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย อภัยภูเบศรเปิดบริการให้เข้าชมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2539

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็น โบราณสถาน และได้มีการเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2539 โดยจัดทำเป็น พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร เป็นศูนย์การรวบรวมอนุรักษ์ตำราไทย สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านของจังหวัดปราจีนบุรี อีกทั้งยังเป็นแหล่งการศึกษาค้นคว้า วิจัยและเผยแพร่ ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้อง กับสมุนไพรและการแพทย์ของท้องถิ่น ชั้นล่าง จัดแสดงประวัติตึกเจ้า พระยาอภัยภูเบศร ตำนานหมอหลวง การแพทย์แผนไทยแพทย์พื้นบ้านและ ตัวอย่างเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์แผนไทย เช่น ตู้ยา หินฝนยา หินชนวน มีดหมอ ชั้นบน จัดแสดงสมุดข่อย หนังสือและตำรายา หินบดยา ในอดีตสมัยทวารวดี ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเปิดบริการทุกวันเวลา 08.30-17.00 น.
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นโรงพยาบาลนำร่องเรื่องการแพทย์แผนไทย ผลงาน “โครงการทัวร์สุขภาพโรงพยาบาล เจ้าพระยาอภัยภูเบศร” ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวครั้งที่ 4 ประจำปี 2546 รางวัลดีเด่นประเภทโครงการส่งเสริมและ พัฒนาการท่องเที่ยว โดยใช้สมุนไพรบำบัดยา รักษาโรค มีการนวด อบ ประคบและฝังเข็ม แปรรูปสมุนไพรไทยเป็นเวชภัณฑ์ และเครื่องสำอาง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0 3721 1088 ต่อ 3166 หรือ 0 3721 6164 และยังมีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ในราคาย่อมเยาว์ชั้นล่าง ของโรงพยาบาล เปิดทุกวัน เวลา 08.30-20.30 น.หป โทร. 0 3721 1088 ต่อ 3166 หรือ www.abhaiherb.com
นอกจากพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยแล้วในพื้นที่ของโรงพยาบาลก็ยังมีการให้บริการในส่วนของอภัยภูเบศรเดย์สปาที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ ดูทันสมัย และน่าใช้บริการ มากเป็นสปาที่รวบรวมองค์ความรู้ทั้งแผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผสมผสานกับกลิ่นอายอารยธรรม ตะวันตกโดยให้บริการทั้งนวดแบบไทย นวดสปา ขัดผิว พอกผิว อบสมุนไพร สปาเน้นฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวมเหมาะสม กับเจ้าเรือนของแต่ละบุคคล ผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้บริการสปาบำบัด ได้วันพุธ– วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00– 20.00 น

ล่องแก่งหินเพลิง

กิจกรรมล่องแก่งหินเพิง เป็นอีกหนึ่งกิจจกรมมท่องเที่ยวยอดฮิตในช่วงฤดูฝน แก่งหินเพิง มีแก่งหินที่สามารถทำ ให้หัวใจของทุกคนเต้นแรง กระแสน้ำไหลพาเรือยางแล่นปะทะโขดหิน ทำให้เกิดกระแสน้ำวน ผู้นำล่องแก่งจึงต้องใช้ฝีมือและทักษะในการพาย รวมทั้งต้องใช้ความระมัดระวัง เป็นพิเศษ ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันพายเพื่อให้พ้นกับการปะทะกับแก่งหินและป้องกันเรือพลิกคว่ำ และบางจุดกระแสน้ำจะเบา ทุกคนก็จะสนุกสนานกับ ลำธารใสที่สามารถแวะพักเหนื่อยเล่นกันได้แก่งหินเพิง ตั้งอยู่ที่ หน่วยพิทักษ์ป่า ขญ.9 อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ถือกำเนิด เกิดจากลำน้ำใสใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สิ้นสุดที่ปลายน้ำ ณ ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรีและไหลลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี และบรรจบ กับแม่น้ำนครนายกไหลรวมเป็นแม่น้ำบางปะกง การล่องแก่งหินเพิงใช้แพยางนั่งได้ประมาณ 8 -10 คน ล่องในลำน้ำใสใหญ่ สภาพแก่งน้ำ อยู่ในระดับ 3 -5 นักล่องแก่งจะต้องใช้ทักษะและความชำนาญในการพายสูง โดยการล่องแก่งหินเพิง นักท่องเที่ยวไปยังบริเวณขญ. 9(ใสใหญ่) และเดินป่าไปยังต้นน้ำ ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 45 นาที จากนั้นจะเริ่มล่องแก่งมายังจุดสุดท้ายบริเวณ ขญ.9

การล่องแก่งสายนี้จุดเด่นอยู่ที่ตัวแก่งหินเพิงอันเป็นจุดเริ่มต้นของการล่องแก่ง เมื่อถึงฤดูฝนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ตุลาคมกระแสน้ำจะไหลหลาก อย่างรุนแรง ก่อให้เกิดเกาะแก่งมากมาย ตัวแก่งหินเพิงมีลักษณะเป็นลานหินหักเทลื่นลงมาจนเกิดเป็นกระแสน้ำวนและเชี่ยวกรากต้องใช้ความสามารถ และทักษะในการพายเป็นอย่างยิ่ง จากจุดเริ่มต้นเหนือแก่งหินเพิงลงมาจะผ่านแก่งวังบอน บริเวณนี้จะมีโขดหินสองฝั่งขวางกระแสน้ำอยู่บีบให้กระแสน้ำ เข้าหากับเป็นรูปตัววี และถ้าผ่านแก่งวังบอนมาได้ กระแสน้ำหลังแก่งวังบอนจะไหลย้อนทิศทางตรงนี้สามารถพักเรือบริเวณนี้ได้ ล่องเรือต่อมาจะพบกับ แก่งลูกเสือ ซึ่งมีความสนุกสนานเร้าใจไม่แพ้แก่งหินเพิง และผ่านไปจนถึงแก่งวังไทร และแก่งงูเห่า ซึ่งเป็นแก่งสุดท้ายของการล่องแก่งสายน้ำช่วงนี้ แก่งวังไทรจะมีลักษณะเป็นคลื่นใหญ่ม้วนตัวขึ้นเป็นวง สร้างความตื่นเต้นเร้าใจได้พอสมควรจากแก่งหินเพิงเป็นจุดเริ่มต้นในการล่องถึง แก่งงูเห่า แก่งสุดท้าย โดยระยะเวลาในการ

แก่งต่าง ๆ ที่ล่องผ่าน
แก่งหินเพิง เป็นจุดเริ่มต้นของการล่องแก่งลักษณะหินของแก่งหินเพิงประมาณ 150 เมตร ในช่วงฤดูฝน ผ่านเกาะแก่งและชั้นหินต่างระดับลงมาเป็นชั้น ๆ ยาวประมาณ 200 เมตร เป็นสุดยอดของการล่องแก่งทริปนี้
1.แก่งหนามล้อม มีลักษณะเป็นวังน้ำขนาดใหญ่กระแสไหลวนไปมา
2.แก่งวังบอน มีลักษณะเป็นแก่งหินสั้น ๆ ยาวประมาณ 30 เมตร กระแสน้ำจะไหลลาดเอียงลงมาประมาณ 30 องศา ผ่านชั้นหินและเกาะต่าง ๆ จากนั้นน้ำจะไหลเอื่อย ๆ ลงมายังแก่งลูกเสือ
3.แก่งลูกเสือ มีลักษณะเป็นแก่งน้ำเล็ก ๆ มีร่องน้ำสามารถพายเรือยางผ่านไปได้ แต่ต้องระมัดระวังอันตรายจาก กิ่งไม้ที่ยื่นออกมา
4.แก่งวังไทร มีลักษณะเป็นแก่งหินกว้างประมาณ 50-60 เมตร ยาวประมาณ 150 เมตร ความกว้างของแก่งพอ ๆ กับแก่งลูกเสือมีความลาดชัน ประมาณ 30 องศา กระแสน้ำจะไหลผ่านเกาะแก่งต่างๆแล้วม้วนตัวเป็นวงคลื่นต้องใช้ทักษะความชำนาญในการพายเรือค่อนข้างสูง
5.แก่งงูเห่า ตั้งอยู่บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าที่ขญ.9 ถ้าปริมาณน้ำไม่มากนักจะแลเห็นเกาะแก่งต่าง ๆ โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ แต่ถ้าอยู่ในช่วงฤดูฝน กระแสน้ำจะไหลท่วมเกาะแก่งต่าง ๆ จนมีลักษณะคล้ายกับฝายกั้นน้ำ การล่องแก่งหินเพิงส่วนมากจะมาขึ้นฝั่งกันบริเวณแก่งวังไทร เพราะมีห้องสุขา และห้องอาบน้ำไว้บริการนักล่องแก่ง หรืออยากจะพักผ่อน

ตัวแทนในการล่องแก่งหินเพิง
นักท่องเที่ยวที่สนใจมาล่องแก่งหินเพลิงสามารถใช้บริการตัวแทนต่างๆ โดยอาจจะซื้อเป็นเพคเกจ One day trip หรือค้างคืนก็ได้ หรืออาจจะเช่า เฉพาะเรือยางพร้อมคนพายได้
1.สวนศักดิ์สุภา รีสอร์ท http://www.saksupha.net
28 หมู่ 4 ตำบลสะพานหิน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี 25220 โทร.0-3745-1211 , 0-1632-6606 , 0-1454-0076 , 0-9832-2946
2.แก่งหินเพิง แค้มปิ้ง
ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี โทร. 405608, 4056111, (01) 315-5071, (01) 663-2777
3.แค้มปิ้งไซด์ เซ็นเตอร์
จรัญสนิทวงศ์ 79 บางพลัด โทร. 433-2760, 435-3907
4.ชมรมคนพายเรือ
ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี โทร. (01) 304-6849
5.ทนงค์ เติบไธสง
133 หมู่ 6 ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี โทร. (01) 459-9066, (01) 653-9635, (01) 851-8503
6.บ้านผางาม รีสอร์ท
532/3-5 หมู่ 1 ถนนกบินทร์บุรี-โคราช (สาย 304) กิโลเมตรที่ 12 ตำบลหนองกกี่ โทร. 204455-7, 204536-8 กรุงเทพฯ โทร. 435-6923, 424-3476, 433-4884
7.บริษัท เนเจอร์ แทรเวลเลอร์
กรุงเทพฯ โทร. 375-2062, 377-5370-2
8.บริษัท ฟูจิ ทัวร์
(01) 309-4983, (01) 667-5782, (01) 665-5772 กรุงเทพฯ โทร. 518-0240, 918-6067, 918-9804, 918-9974
9.บ้านวังตะพาบ รีสอร์ท
44 หมู่ 2 ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี โทร. 281315, (01) 946-9133
10.สวนวนารมย์
316 สุขุมวิท 14 คลองเตย โทร. 229-4794, (01) 489-6215
11.เหนือฝ่ายแคมป์
215 หมู่ 1 ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี โทร. 286005 ์
การเดินทางไปแก่งหินเพลิง
เริ่มจากตัวเมืองปราจีนบุรีใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3452 (ปราจีนบุรี-ประจันตคาม) ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร จะมาตัดกับทางหลวงหมายเลข 33 แล้วเลี้ยวขวาตรงไปทางอำเภอกบินทร์บุรี ก่อนถึงอ.กบินทร์บุรีจะมีทางสามแยก ให้ตรงไปอีกเล็กน้อยจะเห็นปั๊มน้ำมันปตท. และโรงเรียนวัดสระดู่ มีถนนเล็ก ๆ ติดกับโรงเรียนเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 200 เมตร จะมีป้ายบอกตลอดเส้นทางเมื่อถึงสามแยกบริเวณที่มีป้ายแจ้งว่าแก่งหินเพิง 7 กิโลเมตร ให้ เลี้ยวซ้ายไปตามส้นทางสายเก่าไม่ไกลนักจะถึงริมน้ำแล้วข้ามฟากไปอีกฝั่งหนึ่ง สำหรับเส้นทางสายใหม่ เมื่อพบป้ายแก่งหินเพิง 7 กม. ให้เลี้ยวขวาจะพบสี่แยกแรก ให้เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางผ่านหมู่บ้านข้ามลำธาร แล้วไปสิ้นสุดการเดินทางที่หน่วยพิทักษ์ป่า ขญ.9แล้วเดินไป ตามเส้นทางเดินป่าอีกประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงแก่งหินเพิง

เดอะเวโรน่า @ทับลาน

เดอะ เวโรน่า แอท ทับลาน (Verona at Tublan) ตั้งอยู่ในอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นแหล่งช้อปปิ้ง จุดพักรถและพักผ่อนแห่ง ใหม่ของจังหวัดปราจีนบุรี โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองเวโรน่า แห่งแคว้นเวเนตโต้ ประเทศอิตาลี ต้นกำเนิดนวนิยาย โรมิโอ&จูเลียต อันเลื่องชื่อของโลก จึงก่อกำเนิดดินแดนแห่งรักในเมืองไทย กับเดอะเวโรน่าแอททับลาน ท่ามกลางบรรยากาศขุนเขา ที่มีอากาศ บริสุทธิ์อันดับ7 ของโลก ให้ความรู้สึกโรแมนติกแบบสุดๆ พร้อมสถาปัตยกรรมที่จำลองสะพาน Castelvecchio ทะเลสาบ Garda ลานกลางแจ้งแบบ Arena หอคอย Lamberti หอนาฬิกา หอระฆัง จัตุรัสเออร์เบที่ให้ได้เข้าถึงความ เป็นเวโรน่าแบบสุดๆ พร้อมกับกิจกรรมล่องเรือคอนโดล่า ชมตำนานรักแห่งบ้านจูเลียต นั่งรถม้าสไตล์อิตาลีพร้อมชมฟาร์มสไตล์คันทรี ได้ไกล้ชิดและ ให้อาหารสัตว์นานาชนิด สนุกไปกับเครื่องเล่น และสันทนาการต่างๆมากมาย พร้อมบริการรถ ATV ให้ได้ Adventure แบบมันส์ๆ ยังไม่หมดแค่นี้ ที่นี่ยังมีสินค้าทั้งแบรนด์ไทยแบรนด์นอกถึง 120 ร้านค้า ให้คุณได้ ชม ชิม ช๊อป แชะ พร้อมความสนุก อีกมากมาย ที่รอคุณได้สัมผัสไปกับคนที่คุณรัก เพียงแค่อยู่เมื่องไทยก็เหมือนได้ไปอิตาลี

เดอะ เวโรนา แอท ทับลาน

เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน ตั้งอยู่ ถนนสาย 304 หลักกิโลเมตรที่ 32-33 ตรงข้ามอุทยานแห่งชาติทับลาน เส้นทางเดียวกับทางไป อำเภอวังน้ำเขียวโดนใช้เส้นปราจีนบุรี ปัจจุบันเปิดให้เข้าพรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน
251 ม.6 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี 25220
เบอร์โทรศัพท์ : 096 324 4423
แฟกซ์ : 037-218736

เขาฉกรรจ์

เขาฉกรรจ์ ตั้งอยู่ ตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอเขาฉกรรจ์ ตัวเขาฉกรรจ์เป็นเขาหินปูน บริเวณเชิงเขาเป็นสวนรุกขชาติใช้เป็นสถานที่ปลูกป่าของกรมป่าไม้ บริเวณเขาฉกรรจ์ประกอบด้วย ภูเขาหินปูน 3 ลูก (เป็นภูเขาหินปูนดึกดำบรรพ์ อายุราว 2-4 พันปี)โดยมีเขาฉกรรจ์เป็นลูกใหญ่ที่สุดและอยู่ตรงกลาง มีภูเขามิ่งอยู่ด้านซ้าย และเขาผา อยู่ด้านซ้ายและขวา เขาฉกรรจ์มีถ้ำที่สำคัญ คือ ถ้ำเขาทะลุ มีรอยพระพุทธบาทจำลอง ภายในถ้ำมีถ้ำเล็กถ้ำน้อย อยู่มากถึง 12 แห่ง อาทิ ถ้ำหนุมาน ถ้ำมหาสิงห์ ถ้ำน้ำทิพย์ ถ้ำแก้วพลายชุมพล ซึ่งในถ้ำ ต่างๆเหล่านี้ ไม่เหมาะสำหรับการเที่ยวชมเพราะการเดินทาง เข้าถึงลำบากแต่ด้วยความสงบจึง กลายเป็นที่อาศัยของ ฝูงค้างคาวจำนวนมากที่พร้อมใจกันบินออกหากินในตอนเวลาพลบค่ำ

ส่วนถ้ำที่นักท่องเที่ยวสนใจสามารถเดินทางเข้าชมมากที่สุด คือ ถ้ำทะลุ มีลักษณะเป็นช่องเขาสองด้านที่ทะลุหากัน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ให้นักท่องเที่ยวได้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ด้านหน้ามีบันไดปูนเชื่อมต่อกับบันไดไม้ให้ได้เดินขึ้นไปชมถ้ำได้สบาย เมื่อขึ้นไปถึงส่วนบนของถ้ำ สามารถมองเห็นความกว้างใหญ่ภายในถ้ำลงมายังด้านล่างของวัด ถ้าต้องการชมค้างคาว ต้องชมตอนเวลา 18.00 น. จะมีฝูงค้างคาวนับล้านๆตัว บินออกจากถ้ำเป็นสายยาว และอีกด้านหนึ่งจะเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของอำเภอเขาฉกรรจ์ได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ด้านล่างเป็นที่ตั้งของ วัดถ้ำเขาฉกรรจ์และสวนรุกขชาติเขาฉกรรจ์ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ มีฝูงลิงวอกนับพันตัวอาศัยอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารลิง ได้อย่างระมัดระวัง

การเดินทาง
เขาฉกรรจ์ ห่างจากตัวเมืองสระแก้วไปตามทางหลวงหมายเลข 317 สระแก้ว-จันทบุรี ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร จะถึงเขาฉกรรจ์ซึ่งอยู่ติดทาง หลวงด้านซ้ายมือ

ศาลหลักเมืองสระแก้ว

ศาลหลักเมืองสระแก้ว ตั้งอยู่ที่ ปริมณฑลสวนกาญจนาภิเษฏ ต.ท่าเกษม อ.เมืองสระแก้ว ศาลหลักเมืองแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ในการจัดสร้าง ศาลหลักเมืองประจำจังหวัดสระแก้วขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรัก ภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ ๙ และเป็นศูนย์รวมขวัญกำลังใจ และความรักสมัครสมานสามัคคีในหมู่พสกนิกรชาวสระแก้วโดยการดำเนินการเบื้องต้น มีลักษณะเป็นปรางค์ห้าองค์ที่ มีทางเดินเชื่อมถึงกัน โดยเสาหลักเมืองอยู่ในปรางค์องค์ตรงกลาง เสาหลักเมืองทำจากต้นชัยพฤกษ์ที่มีคุณลักษณ์ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี มีความสูง 3.5 เมตร ภายในติดแผ่นดวงเมืองสระแก้วไว้ด้วย

การเดินทาง จากสามแยกสระแก้ว ใช้ทางหลวงหมายเลข 33 ไปทางอ.วัฒนานครประมาณ 3 กิโลเมตร ศาลหลักเมืองอยูทางขวามือ

อุทยานแห่งชาติปางสีดา

อุทยานแห่งชาติปางสีดา เป็นป่าที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะการศึกษาเรื่องสัตว์ป่า เพราะมีสัตว์ป่าสัตว์ป่าหายากและนกกว่า 300 ชนิด เช่น นกเงือก นกยูง จุดหนึ่งที่พบสัตว์ป่ามากก็คือ บริเวณ ห้วยคลองพลูซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับไร่ร้าง ปัจจุบันมีสภาพเป็นทุ่งหญ้าที่สัตว์ป่าหลายชนิด มักจะมากินน้ำ สัตว์ที่พบในบริเวณนี้ คือช้างป่า กระทิง เก้ง กวาง หมูป่า รวมทั้งผีเสื้อหลากสีสันที่มีอยู่อย่างหนาแน่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน กิจกรรมดูผีเสื้อซึ่ง มีให้ชมมากเป็นพิเศษในช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนกรกฎาคม ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเก็บภาพความประทับใจกับผีเสื้อปีกสวยสีสันงามตามากกว่า 350 ชนิด

ดูผีเสื้อปางสีดา
เทศกาลดูผีเสื้อปางสีดาจัดขึ้นทุกปีในช่วงต้นเดือนมิถุนายน-เดือนกรกฎาคม โดยมีกิจกรรมต่างๆ มากมายเช่น การประกวดหุ่นผีเสื้อ และขบวนแห่หุ่น ผีเสื้อ กิจกรรมทำโป่งเทียมให้ผีเสื้อ เรียนรู้ร่วมกันกับกิจกรรมดูผีเสื้อและแนะนำการถ่ายภาพผีเสื้อจากนักดูผีเสื้อและนักถ่ายภาพ ชมนิทรรศการภาพ ถ่ายผีเสื้อ รวมทั้งพาดูผีเสื้อตามจุดต่าง ๆ ของอุทยาน ฯอย่างใกล้ชิดและถูกต้องพร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับสายพันธุ์ ผีเสื้อที่มีอยู่กว่า 350 สายพันธุ์ นำนักท่องเที่ยวที่ได้แวะมาเยือนผืนป่าปางสีดาได้เดินศึกษาธรรมชาติ และชมผีเสื้อนานาพันธุ์ ตามเส้นทางดูผีเสื้อ การชมผีเสื้อควรเริ่มต้นตั้งแต่ เช้าช่วงเวลาประมาณ 09.00 น. แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า โดยจุดชมผีเสื้อปางสีดามีดังนี้

จุดแรก คือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
สามารถพบเห็นตั้งแต่บริเวณลานกางเต็นท์ และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โดยจะพบผีเสื้อวงศ์บินเร็วตั้งแต่เช้าในฤดูฝนจะพบผีเสื้อสกุลบารอน หลายชนิดลงกินผลไม้สุกใต้ต้นมะม่วงในเดือนเมษายนจะพบดักแด้ผีเสื้อหนอนคูนจำนวนนับหมื่นในบริเวณรอบ ๆ ศูนย์บริการ

จุดที่สอง
บริเวณน้ำตกปางสีดา หากฉีดน้ำทิ้งสักพัก จะเห็นผีเสื้อลงมากินเกลือแร่หากเดินตามน้ำตกจะพบกับผีเสื้อ นานาชนิด โดยเฉพาะวงศ์ผีเสื้อหางติ่ง และผีเสื้อ หนอนกระหล่ำ

จุดที่สาม บริเวณน้ำตกลานหินดาด
เริ่มต้นจากกิโลเมตรที่ 6 โดยเดินผ่านทุ่งกระทิงสองข้างทางจะพบกับผีเสื้อสกุลผีเสื้อป่านานาพันธุ์ เช่น กาหลิบแดง พระเสาร์ใหญ่และที่ปลายทางจะ พบกับ “ น้ำตกลานหินดาด ” และชม “ กล้วยไม้ป่า ” ดอกไม้งาม

ช่วงหน้าฝน
จุดที่สี่ ห้วยน้ำเย็น เป็นที่ตั้งของหน่วย ปด.5 อากาศเย็นสบายตลอดปี หากเดินไปตามลำห้วยจะพบกับ ผีเสื้อที่หายากหลายชนิด เช่น ผีเสื้อลายซิกแซก ฟ้าเฟลเดอร์ตาแมวม่วง

จุดสุดท้าย แหล่งน้ำซับ กม.26
เริ่มต้นจากชุดวิว กม.25 ชมความเขียวขจีของผืนป่าตะวันออก และเป็นป่าต้นน้ำ ของแม่น้ำบางปะกง เดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรเศษจะพบ แหล่งน้ำซับอยู่กลางถนน ซึ่งผีเสื้อจะพากันมากินโป่ง สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยผีเสื้อวงศ์บินเร็ว

น้ำตกปางสีดา
อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยาน ฯ ประมาณ 800 เมตร เป็นน้ำตกที่ทิ้งตัวจากหน้าผาสูง 8 เมตร เบื้องล่างเป็นแอ่งน้ำกว้างใหญ่ บรรยากาศร่มรื่นและจะมีน้ำ มากในช่วงฤดูฝน

จุดชมวิว กม.25
ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 25 กิโลเมตร ลักษณะเป็นหุบเขากว้างทิวทัศน์สวยงาม เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ตกในยามเย็น

น้ำตกผาตะเคียน
อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยาน ฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร ห่างจากน้ำตกปางสีดา ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางขึ้นสู่น้ำตกร่มรื่นด้วยแมกไม้หนาทึบ เป็นน้ำตกชั้นสุดท้าย ที่อยู่ในสายเดียวกับน้ำตก ปางสีดา มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงประมาณ 20 เมตร หน้าฝนน้ำตกจะไหล ทิ้งตัวลดหลั่นเป็นชั้น ๆ สวยงามมาก เหมาะสำหรับเดินศึกษาธรรมชาติ

กลุ่มน้ำตกแควมะค่า
จากที่ทำการอุทยาน ฯ ถึงหลักกิโลเมตรที่ 40 ให้เดินเท้าต่ออีกประมาณ 6 กิโลเมตร ตัวน้ำตกทิ้งตัวจากหน้าผาสูงประมาณ 70 เมตร เหมาะสำหรับ เดินป่าและสามารถกางเต็นท์ได้ ใกล้ ๆ กันยังมี น้ำตกรากไทรย้อย ห่างจากน้ำตกแควมะค่าประมาณ 500 เมตร

น้ำตกลานหินใหญ่
ห่างจากน้ำตกแควมะค่าประมาณ 1.5 กิโลเมตร น้ำตกสวนมั่น สวนทอง ห่างจากน้ำตกแควมะค่าประมาณ 3 กิโลเมตรและน้ำตกม่านธารา ห่างจากน้ำตก แควมะค่าประมาณ 4 กิโลเมตร กลุ่มน้ำตกแห่งนี้ ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 2-3 วัน เนื่องจากเป็นกลุ่มน้ำตกที่อยู่ลึกเข้าไปในผืนป่า

น้ำตกถ้ำค้างคาว
จากที่ทำการอุทยาน ฯ ถึงหลักกิโลเมตรที่ 22ให้เดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณน้ำตกมีค้างคาวอาศัยอยู่ในถ้ำมากมาย

ทุ่งหญ้าบุตาปอด

เป็นทุ่งหญ้ากว้างลักษณะคล้ายกับทุ่งหญ้ามอสิงโตในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นหมู่บ้านเก่า ต่อมาเมื่อมีการอพยพชาวบ้าน ออกไป จึงกลายเป็นทุ่งหญ้ารกร้าง และมีสัตว์ป่าเข้ามาอาศัยหากินจำนวนมาก ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดทำหอดูสัตว์ไว้ด้วย มีทางเดินเข้าไปได้ 2 ทาง จากถนนภายในอุทยานแห่งชาติตรงกิโลเมตรที่ 3.5 และกิโลเมตรที่ 6 ทั้งสองทางใช้ระยะทางเท่ากัน คือ 2 กิโลเมตร จึงจะถึงทุ่งหญ้าบุตาปอด นักท่องเที่ยวที่สนใจควรติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางล่วงหน้า เพราะต้องเดินไป-กลับราว 5 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นจากที่ทำการ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือตาม ทางหลวงหมายเลข 3462 บริเวณหลักกิโลเมตร 3.5 หรือจะเริ่มที่ กิโลเมตรที่ 6 ก็ได้ทุ่งหญ้านี้กว้างใหญ่คล้ายทุ่งหญ้ามอสิงโตใน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เดิมเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านต่อมาชาวบ้านอพยพออกไปกลายเป็นทุ่งหญ้าที่มีสัตว์ป่ามาหากินอย่างชุกชุม โดยเฉพาะวัว และกระทิง ทางอุทยานฯจัดทำโป่งเทียมและหอดูสัตว์ไว้ด้วย

แหล่งจระเข้น้ำจืด
ห่างจากที่ทำการอุทยาน ฯ ประมาณ 5 กิโลเมตร เข้าไปทางหมู่บ้านคลองผักขม – ทุ่งโพธิ์อีกประมาณ 50 กิโลเมตร เป็นแหล่งจระเข้น้ำจืดซึ่งเหลือ เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย อยู่ในบริเวณห้วยน้ำเย็นที่มีวังน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น แหล่งอาศัยของจระเข้น้ำจืด แทบทั้งสิ้น

อาณาเขต การปกครอง
อุทยานมีบ้านพักให้บริการแก่นักท่องเที่ยวสามารถจองห้องพักได้ทางเว็บไซต์ของอุทยาน http://www.dnp.go.th/parkreserve/reservation.asp มีลานกางเต้นท์

อุทยานแห่งชาติปางสีดา
ตู้ ปณ.55 อ. เมืองสระแก้ว จ. สระแก้ว 27000 โทรศัพท์ 0 3755 6500 (VoIP), 0 3724 3775,0 37246100 โทรสาร 0 3724 3774
อุทยานแห่งชาติปางสีดา โทร.0-3724-3775, 0-3724-6100, 0-1862-1511
สมาคมรักษ์ปางสีดา โทร.0-1429-2842 และ www.rakpangsida.com

การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติปางสีดา
จากกรุงเทพ ฯ ามารถใช้เส้นทางผ่านจ.ฉะเชิงเทรา – อ.พนมสารคาม – อ.กบินทร์บุรี ใช้ถนนหมายเลข 304 ผ่านศูนย์ศึกษา การพัฒนาเขาหินซ้อนฯ แล้วเลี้ยวขวาตัดเข้า ถนนหมายเลข 359 มุ่งหน้ามายังตัวเมืองสระแก้วหรือจะใช้เส้นทางผ่าน จ.นครนายกจากนั้นใช้ถนน หมายเลข 33 เข้าตัวเมือง สระแก้ว ขับรถออกจากตัวเมืองสระแก้วไปอีก 27 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติปางสีดา หรือใช้บริการรถสองแถว โดยสารสายสระแก้ว – บ้านคลองน้ำเขียว เข้าไปประมาณ 27 กิโลเมตร จนถึงที่ทำการอุทยาน ฯ

ตลาดเกาะกลอย

ตลาดเกาะกลอย ตั้งอยู่ในอำเมือง จังหวัดระยอง ภายในปั้มปตท บนถนน 36 ใกล้เซ็นทรัลระยอง เป็นตลาดย้อนยุคเล็กๆ แหล่งช้อป ชิมชิลในตัวเมืองระยอง ภายในตัวตลาดมีพื้นที่ไม่กว้างขวางมากนักเป็นเรือนแถวไม้กลางสระน้ำตกแต่งออกแนวโบราณเพื่อให้เข้ากับ บรรยากาศของความเป็นตลาดเก่า ชวนให้ถึงกลิ่นอายของความเป็นอดีตในวันวาน ถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนที่เหมาสำหรับคนที่มา เที่ยว ในตัวเมืองระยองควรแวะมาเดินเล่นถ่ายภาพ ซื้อของฝากน่ารักกลับบ้านเมื่อเราเข้ามาภายในปั้มปตท เราจะเห็นป้ายชื่อ ตลาดน้ำเกาะกลอย สามารถจอดรถในปั้ม หรือจะขับเข้าไปจอดด้านหน้าตลาดได้ เมื่อเดินเข้าไปเราจะพบกับลานกว้าง ตกแต่งด้วย ของเก่าโบราณต่างๆ มีทางเดินทอดยาวไปตามริมสระน้ำระหว่างเต็มไปด้วยกับร้านค้าตลอดทั้งสอง แนวทางเดินเป็นร้าน ของที่ระลึก ของสะสม งานแฮนด์เมด ร้านขายของเล่น ร้านเสื้อผ้า จากร้านค้าก็จะพบกับโซนร้านอาหารที่ค่อนข้างกว้างขายมีหลายให้เลือกทาน ประมาณ 4-5 ร้าน อาหารส่วนใหญ่เน้นไปทางก๋วยเตี๋ยวเรือ ส้มตำ และน้ำแข็งใส เป็นต้น มีเครื่องเล่นให้เด็กๆ ได้สนุกสนาน รวมถึงชิงช้าสวรรค์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า เดินมาใกล้ถึงทางออกเราก็จะพบกับบ้านไม้โบราณ 2 ชั้น ตกแต่งเป็นมุมถ่ายภาพแสนเก๋ หลายมุม อย่างเช่น ที่ว่าการอำเภอเกาะกลอย ตราชู ตราชั่ง รถสามล้อและจักรยานโบราณ ระหว่างทางใครต้องการให้อาหารปลา มีจำหน่ายในราคาถุงละสิบบาท นอกจากนี้ยังมีเป็ดถีบให้ถีบเล่นพักผ่อนกลางสายน้ำอีกด้วย

ตลาดน้ำเกาะกลอย เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 3861 1021 – 3 ต่อ 113, 08 9834 4141 การเดินทาง จากกรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ หรือทางด่วนบูรพาวิถี ตัดเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 36 สู่จังหวัดระยอง ซึ่งตลาดน้ำเกาะกลอยจะตั้งอยู่ด้านหลังปั้ม ปตท.สี่แยกเกาะกลอย ติดกับเซ็นทรัลระยอง

พระเจดีย์กลางน้ำ

เจดีย์กลางน้ำ ตั้งอยู่ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง พระเจดีย์กลางน้ำ ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ขนาดย่อม สูงราว 10 เมตร ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำระยอง ท่างกลางป่าชายเลนที่ยาวเหยียด มีน้ำล้อมรอบ เนื้อที่ราว 52 ไร่ เทศบาลนครระยองได้สร้างสะพานคอนกรีตเข้าไปสู่เจดีย์ เจดีย์นี้สร้าง พ. ศ. 2416 ในสมัย พระยาศรีสมุทรโภคชัยชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) เป็นเจ้าเมืองระยอง สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ให้ชาวเรือ หรือผู้โดยสารที่เดินทางผ่านถึงบริเวณนั้นได้ทราบว่ามาถึงเมืองระยองแล้ว สมัยโบราณมีแต่เส้นทางคมนาคม ทางน้ำเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะเข้าสู่ตัวเมืองระยองได้สะดวก ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างเจริญรอยตามแบบ พระสมุทรเจดีย์ หรือ เจดีย์กลางน้ำ เมืองสมุทรปราการที่เป็นสัญลักษณ์ให้บรรดาผู้เดินทางผ่านมา ถึงจุดนี้ทราบว่า ใกล้จะถึงกรุงเทพมหานครแล้ว

เจดีย์กลางน้ำถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดระยอง และเป็นสิ่งที่ชาวระยองเคารพนับถือมาก ราวกลางเดือน 12 ของทุกปีซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก จะมีงานประเพณีทอดกฐินและงานห่มผ้าเจดีย์กลางน้ำ นอกจากนั้นจะมี งานลอย กระทง แข่งเรือยาว ประเพณีห่มผ้าเจดีย์นั้น ผ้าที่จะนำมาห่มต้องเป็นผ้าสีแดง มีความยาว 6 เมตร ใช้คน 2 คนปีน ขึ้นไปห่มส่วนบนของเจดีย์ บริเวณรอบๆเจดีย์มีการปลูกป่าสน ทำให้ร่มรื่นสวยงามจึงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ของชาวเมืองใน เวลาว่างอีกด้วยปัจจุบันเทศบาลนครระยองได้ทำการบูรณะพระเจดีย์และ บริเวณรอบองค์ อย่าง สวยงาม สร้างสะพานคอนกรีตให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมป่าชายเลนอีกด้วย

ถนนยมจินดา

ถนนยมจินดา เป็นถนนเก่าแก่ที่ทอดตัวยาวขนานไปกับแม่น้ำระยอง เป็นแหล่งการค้าและเศรษฐกิจแห่งแรกของเมืองระยองชวนชิม อาหารรสเลิศดั้งเดิม ชมบ้านโบราณที่น่าสนใจ ถือเป็นต้นกำเนิดประวัติศาสตร์เมืองระยองมายาวนานคงเปรียบเสมือนผู้เฒ่าที่เหลือเพียง ลมหายใจรวยริน เดินเที่ยวตลาดเก่าเมืองระยองยามค่ำ ดื่มด่ำอาหารเครื่องดื่ม และบรรยากาศเก่าๆ ที่แฝงไปด้วยเสน่ห์น่าค้นหา เป็นความสุขแบบเรียบง่ายที่หาซื้อของกินได้ในราคาประหยัดน่าภูมิใจไปกับชาวเมืองระยองเหลือเกินที่ร่วมแรงร่วมใจกันปัดฝุ่นเพชร ให้ส่องประกายแสดงคุณค่าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ย้อนเวลากลับไปนานกว่าชั่วชีวิตคนสักเล็กน้อย ชุมชนเมืองระยองแห่งนี้ถูกจัดให้เป็นหัวเมืองชั้นตรีสภาพท้องถิ่น อุดมสมบูรณ์ไป ด้วยทรัพยากรป่าไม้มีแม่น้ำระยองไหลผ่านใจกลางเมือง เจริญรุ่งเรืองจากธุรกิจอู่ต่อเรือชาวบ้านใช้แม่น้ำระยอง เป็นเส้นทางหลัก ในการคมนาคม และขนถ่ายสินค้าลงเรือสำเภา ไปยังหัวเมืองต่างๆ รวมทั้ง ลำเลียงเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อพระศรีสมุทรโภค (อิ่ม ยมจินดา) เจ้าเมืองระยองคนสุดท้ายได้ริเริ่มให้มี การตัดถนนขึ้นกลางเมืองอันเป็น เส้นทางคมนาคมสายแรกพร้อมกับขนานนามว่า ถนนยมจินดา ชัยภูมิของเมือง จึงเปลี่ยนโฉมหน้ามาตั้งอยู่บนถนนและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาถนนยมจินดาก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางเมือง ระยอง ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนชุมชนบ้านไม้ย่านการค้าที่มีทั้งตลาดสด โรงหนัง ธนาคารรวมทั้งยังเป็นที่ตั้งบ้านเจ้าเมืองระยอง ต้นตระกูลยมจินดาแต่ในปัจจุบันบรรยากาศคึกคักของถนนเส้นนี้ แทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว บ้านเรือนหลายหลังถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง หรือกลายเป็นบ้านเช่าชำรุดทรุดโทรม ตรงกันข้ามกับบริเวณรายล้อม ที่มีการเติบโตของเมืองมีการตัดถนนเส้นใหม่หลายสายตึกราม อาคารพาณิชย์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเกิดย่านการค้าแห่งใหม่ๆหรือ แม้กระทั่งการรุกคืบเข้ามาของธุรกิจ จำพวกไฮเปอร์มาร์ต
มาถึงถนนยมจินดาต้องแวะไปจิบเครื่องดื่มที่ร้านกาแฟราย็อง ร้านกาแฟเก่า เห็นแล้วชวนคิดถึงความหลัง เมนูชวนชิมของร้าน มีมากมายไว่ว่าจะเป็น ขนมจีบไก่ โรตีจิ้มนมข้น นอกจากนี้ยังมีน้ำเขียว น้ำแดง ชาเย็นสูตรโบราณอีกทั้ง น้ำผึ้งผสมมะนาวใส่โซดา

บ้านสัตย์อุดม บ้านไม้สองชั้น เป็นบ้านเดิมของขุนศรีอุทัยเขตร์ (โป๊ง สัตย์อุดม) เจ้าของโรงสี โรงหนัง และอู่ต่อเรือในอดีต ปัจจุบัน ได้ถูกปรับปรุงพื้นที่เป็น พิพิธภัณฑ์เมืองระยอง ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของกลุ่มชมรมอนุรักษ์ฟื้นฟูเมืองเก่าระยอง ให้เป็นที่รวบรวม ของเก่าของดีของเมืองระยอง จัดแสดงสิ่งของโบราณต่างๆ อย่างเช่น ถ้วย ชาม โทรทัศน์ วิทยุ เครื่องพิมพ์ดีด และข้าวของเครื่อง ใช้ต่างๆมากมาย รวมไปถึงภาพถ่ายขาวดำที่สะท้อนภาพของคนเมืองระยองในอดีต เปิดให้ชมทุกวัน 9.00 – 18.00 น

เกาะช้าง

เกาะช้าง เป็นเกาะที่ใหญ่สมชื่อจริงๆ เกาะช้างมีพื้นที่กว่า 268,125 ไร่ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะทะเล อ่าวไทย และใหญ่เป็น อันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากภูเก็ต ประกอบด้วย 8 หมู่บ้าน คือ สลักเพชร สลักคอก เจ้กแบ้ บ้านด่านใหม่ คลองสน คลองพร้าว คลองนนทรี และบ้านบางเบ้า มีสถาที่ราชการ อำเภอ สถานีตำรวจ โรงพยาบาล และเป็นที่ตั้งอุทยานฯหมู่เกาะช้างอีกด้วย ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเขาสูงมีผาหิน สลับ ซับซ้อน ยอดเขาที่สูงที่สุด ได้แก่เขาสลักเพชร มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบเขา ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เกิดน้ำตก ลำธารหลายสาย ชายหาดสวยมีอยู่มากมาย ตามชายฝั่งตะวันตก นอกจากนี้บริเวณอุทยาน แห่งชาติหมู่เกาะช้าง ยังมีเกาะเล็กๆ รายล้อม อันได้แก่ เกาะคลุ้ม เกาะเหลายา เกาะง่าม เกาะไม้ชี้ใหญ่ เกาะหวาย เกาะกระ เการัง เกาะมันนอก เกาะมันใน เกาะกระดาด เกาะหมาก เกาะขาม ฯลฯ ส่วนใหญ่ช่วงเทศกาล เกาะเล็ก เกาะน้อยเหล่านี้มัก เสนอแต่แพคเก็จทัวร์ ปัจจุบันมีทัวร์รูปแบบต่างๆ มากมายนอกจากการเล่นน้ำทะเลเที่ยวเกาะ เช่น ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ขี่ช้างท่องไพร ล่องเรือ ตกปลา ไดหมึกหรือพักโฮมสเตย์กับหมู่บ้านชาวประมง
เกาะช้าง
แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนเกาะช้างฝั่งตะวันตก
เกาะช้างฝั่งตะวันตก (เลี้ยวซ้ายจากท่าเรือ) ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวเกาะช้าง ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า และหาดสำคัญบนเกาะช้าง ได้แก่
หาดทรายขาว
หาดทรายขาว อยู่ชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะช้าง อยู่ถัดจากอ่าวคลองสนมาไม่ไกลนัก ห่างจากท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ประมาณ 5 กิโลเมตรหรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาที เป็นชายหาดยาวประมาณ 6 กิโลเมตร หน้าหาดกว้าง สามารถเล่นน้ำได้ ตลอดแนว ตลอดสองข้างทางบริเวณหาดทรายขาว จะมีโรงแรม รีสอร์ท ที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ตั้งเรียงรายยาวตลอดแนวฝั่งถนน รวมไปถึงธนาคารต่างๆ มีร้านสะดวกซื้ออย่างร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และร้านฟาสต์ฟู้ด อย่างเชสเตอร์กริลก็เปิดให้บริการที่ สาขาหาดทรายขาวด้วย เป็นหาดที่มีความเจริญมากที่สุดของเกาะช้าง

หาดคลองพร้าว-แหลมไชยเชษฐ์
หาดคลองพร้าว เป็นหาดทรายที่มีความยาวมาก ติดต่อกับหาดไก่แบ้หาดทราย บริเวณนี้มีความลาดมาก สามารถ เล่นน้ำได้ มีบังกะโลให้เช่าพักหลายแห่ง ห้องพักที่ได้มาตรฐาน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ไม่แพ้หาดทรายขาว หาดแห่งนี้นักท่องเที่ยว ให้ความนิยมมาเล่นกิฬาทางน้ำ กิจกรรมชาตหาดเป็นจำนวนมาก ตอนเหนือสุด ของอ่าวคลองพร้าว ติดต่อกับอ่าวไชยเชษฐ์ และแหลมไชยเชษฐ์ ซึ่งมีแหลมหินมีทัศนียภาพสวยงาม แต่ไม่สามารถเล่นน้ำได้ สำหรับแหลมไชยเชษฐ์เป็นแหล่งที่ชมพระอาทิตย์ตก ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง